วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

ครม.เห็นชอบดึงเอกชนร่วมทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง

ครม.เห็นชอบกับรูปแบบ PPPGross Cost ที่ภาครัฐกำหนดราคาค่าโดยสารได้ แต่สั่งให้แก้ไขรายละเอียดการกำหนดมาตรฐานของการประมูลให้ชัดเจนใหม่ทั้งหมด ทั้งวิธีการให้เอกชนร่วมบริหาร การเป็นกรรมสิทธิ์ขบวนรถ..

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ในรูปแบบ PPP Gross Cost ตาม ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยภาครัฐลงทุนค่างานโยธาทั้งหมด และเอกชนลงทุนค่างานระบบไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้า รวมทั้งบริหารการเดินรถและซ่อมบำรุงตามมาตรฐานการให้บริการที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขสัญญา โดยรัฐเป็นผู้จัดเก็บรายได้ค่าโดยสาร และรายได้เชิงพาณิชย์จากการใช้ประโยชน์โครงสร้างงานโยธาและรถไฟฟ้าทั้งหมดและรัฐจ่ายคืนเอกชนให้ลักษณะค่าจ้างบริหารการเดินรถและซ่อมบำรุงโดยให้กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการตามขั้นตอน พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 อย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม แม้ที่ประชุมจะเห็นด้วยกับรูปแบบ PPPGross Cost ตาม ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แต่มีการตั้งข้อสังเกตรายละเอียดการดำเนินงานหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดอัตราผลตอบแทนการลงทุนของภาคเอกชนในการบริหารโครงการฯ ที่กระทรวงคมนาคมเสนอมาที่ 12.5% ของรายได้ ที่ประชุมขอให้ยกอัตราผลตอบแทนนี้ออกไปก่อน พร้อมกับให้กำหนดรูปแบบการเข้า ร่วมงานของเอกชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกรณีของความเป็นเจ้าของหรือกรรมสิทธิ์ในตัวรถไฟฟ้าที่ถูกซักถามอย่างมาก

ทั้งนี้ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า กรณีที่ตัวรถใช้งานไปแล้ว 30 ปี ค่อยตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐก็เท่ากับเป็นขยะไม่มีมูลค่าทางบัญชี ขณะที่นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามต่อว่าเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขการประมูลหรือร่างทีโออาร์จะเอาตัวเลขใดมาเป็นบรรทัดฐาน และนำมาตรฐานใดมาวัด เช่น หากมีบริษัทหนึ่งให้ราคาการประมูลโครงการต่ำกว่าแต่ไปคิดค่าบริการสูง กับอีกบริษัทที่เสนอค่าประมูลค่าการสูงและไปคิดค่าบริการต่ำ จึงมองว่ารัฐบาลควรกำหนดมาตรฐานกลางให้ชัดเจน จะได้ไม่เกิดข้อครหาว่าเข้าข้างเอกชนรายได้รายหนึ่ง และควรกำหนดค่าตอบแทนที่จะให้กับเอกชนให้ชัดเจนไปเลย โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และ รฟม. ร่วมกันพิจารณารายละเอียดให้เรียบร้อย และนำกลับมาให้ที่ประชุมพิจารณาให้ชัดเจนอีกครั้ง.



คำถาม 
1. กระทรวงคมนาคมเสนอ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงในรูปแบบใด
2. การตั้งข้อสังเกตรายละเอียดการดำเนินงานมีอะไรบ้าง
3. นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในกรณีที่ตัวรถใช้งานไปแล้ว 30 ปี ว่าอย่างไร
อ้างอิง  http://www.thairath.co.th/content/eco/57198

มาร์คสั่งทบทวนค่าจ้างขั้นต่ำ หวั่นนักลงทุนย้ายฐานหนี

“มาร์ค” หวั่นนักลงทุนย้ายฐานหนีหลังเจอปัญหาแรงงานหนัก สั่ง สศช.จับมือก.แรงงานทบทวนระบบค่าจ้างขั้นต่ำใหม่หมด คาดปี 52 มีคนว่างงานเพียง 4 แสนคน ชี้เศรษฐกิจดีขึ้นเอกชนต้องการแรงงานเพิ่ม 1.2 แสนตำแหน่ง..

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เร่งประสานกับกระทรวงแรงงาน พิจารณาความเหมาะสมของระบบค่าจ้างขั้นต่ำ และค่าจ้างแรงงานของไทย เพื่อให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต รวมถึงให้ติดตามโครงสร้างการว่างงานอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าในระยะต่อไปหากอุตสาหกรรมหลักของไทย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ไม่สามารถพัฒนาให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต 

โดยที่ประชุมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาการนัดหยุดงานและการประท้วงของแรงงาน ให้ได้ความชัดเจน โดยเฉพาะปัญหาที่ค้างอยู่ ทั้งในส่วนของโรงงานรถยนต์ และโรงงานสิ่งทอ ที่ได้รับการร้องเรียนจากเอกชน เช่น บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ระบุว่า หากไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ได้ อาจมีผลกระทบกับการลงทุนของบริษัทฯ ในไทย ที่อาจถึงขั้นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ซึ่ง ครม.เศรษฐกิจ เห็นว่าควรใช้กระบวนการแรงงานสัมพันธ์ เจรจาเรื่องค่าจ้าง และโบนัสของลูกจ้างให้ได้ข้อยุติต่อไป 

นายวัชระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ครม.เศรษฐกิจยังรับทราบสถานการณ์ความต้องการแรงงานที่พบว่า สถานประกอบการกำลังต้องการแรงงานประมาณ 120,000 ตำแหน่ง หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.5% ชี้ให้เห็นว่าไทยกำลังเริ่มประสบภาวะขาดแคลนแรงงานขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะแรงงานในภาคอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งที่ผ่านมาได้ถูกเลิกจ้างไปบางส่วนและขณะนี้ไม่มีความสนใจที่จะกลับมาทำงานเดิม เนื่องจากได้รับการอบรมจากโครงการต้นกล้าอาชีพและสามารถมีรายได้ต่อวันสูง กว่าที่เคยทำงานอยู่เดิม ขณะที่ความต้องการแรงงานไทยในต่างประเทศมีมากถึง 140,000 คน โดยเฉพาะไต้หวันต้องการสูงสุดที่ 45,000 คน ส่วนการเลิกจ้างแรงงานมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนผู้ประกันตนที่มาขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเริ่มลดลง หลังจากเพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือน ก.พ. 52 ที่มีสูงงถึง 101,939 คน ลดลงเหลือ 40,638 คน ในเดือน พ.ย. 52 ขณะที่อัตราการว่างงานรายเดือน ปี 52 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดือน เม.ย. 52 ที่มีอัตราว่างงานสูงสุดถึง 2.1% ลดลงเหลือ 1.2% ในเดือน ก.ย. 52 และคาดว่าในเดือน พ.ย. 52 และ ธ.ค. 52 จะลดเหลือเพียง 1.1% หรือมีคนว่างงานเพียง 400,000 คน 

สำหรับสถานการณ์แรงงานในพื้นที่มาบตาพุดนั้น ครม.เศรษฐกิจรับทราบว่าหากมีการระงับโครงการทั้ง 65 โครงการ คาดว่า จะมีลูกจ้างได้รับผลกระทบ 40,000 คน แต่ถ้าก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จจะมีการรับลูกจ้างเข้าทำงานประมาณ 15,000 ตำแหน่ง ขณะที่ผลกระทบต่อการจ้างแรงงานไทยจากวิกฤติการณ์ทางการเงินของบริษัท ดูไบ เวิลด์ พบว่าปัจจุบันมีแรงงานไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณ 29,000 คน มีแรงงานไทยทำงานอยู่ในเมืองดูไบมากที่สุด 8,000 คน และถูกเลิกจ้าง 41 คน โดยนายจ้างได้จ่ายเงินค่าจ้าง และเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายให้อย่างครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้ คาดว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่น่าส่งผลกระทบต่อการจ้างแรงงานไทยใน ยู.เอ.อี อีก เนื่องจากไม่มีแรงงานไทยทำงานในโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือของดูไบเวิลด์ และคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อแรงงานภาพรวมที่ทำงานในประเทศรอบอ่าวอื่นๆ มากนัก.





คำถาม 
1. ในปัญหาส่วนของโรงงานรถยนต์รัฐบาลได้รับการเรียกร้องจากบริษัทใด


2. ความต้องการของแรงงานไทยใรต่างประเทศมีเท่าไหร่ และประเทศใดมีความต้องการมากที่สุด จำนวนเทาไหร่


3. หากครม.เศรษฐกิจทราบว่ามีกระระงับโครงการ 65 โครงการ  จะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้าง




อ้างอิง http://www.thairath.co.th/content/eco/57192