แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการโรงสีข้าว เปิดเผยในทิศทางเดียวกันว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ส่งออกข้าวทั้งรายใหญ่
และรายเล็กได้ออกรับซื้อข้าวทั้งโดยตรงกับโรงสีและผ่านหยง โดยเสนอราคาซื้อข้าวขาว 5% เฉลี่ยอยู่ที่กระสอบ
ละ 1,600 บาท (100 กก.) เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่เสนอซื้อกระสอบละ 1,550 บาท ปลายข้าวจากกระสอบละ 850 บาท เป็นกระสอบละ 970 บาท ปลายข้าวหอมปทุมจากกระสอบละ 950 บาท เป็นกระสอบละ 1,200 บาท แม้ว่าราคาซื้อจะขึ้นไม่มากแต่ความต้องการถือว่ามีความคึกคักเพราะผู้ส่งออกทั้งรายใหญ่และรายเล็กออกไปซื้อหมด อาทิ นครหลวงค้าข้าว ข้าวไชยพร พงษ์ลาภ ไทยมาพรรณ แสงทองค้าข้าว เป็นต้น
เหตุที่ผู้ส่งออกออกมารับซื้อข้าวกันค่อนข้างมากนั้น เนื่องมาจากมีหลายประเทศเปิดประมูลซื้อเช่นญี่ปุ่นประมูลซื้อเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ปริมาณ 75,000 ตัน และเปิดประมูลวันที่ 27 พฤศจิกายนอีก 25,000 ตัน วันที่ 20 พฤศจิกายน ซีเรียประมูลซื้อ 50,000 ตัน ซึ่งทั้งญี่ปุ่นและซีเรียส่วนใหญ่จะต้องการข้าวจากประเทศไทย นอกจากนี้ต้นเดือนหน้าฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลซื้ออีก 600,000 ตัน หลังจากที่เปิดประมูลซื้อไปเมื่อ 4 พฤศจิกายน 250,000 ตัน และอินเดียที่คาดว่าปีนี้จะนำเข้าไม่ต่ำกว่า 3 ล้านตัน จึงทำให้ผู้ส่งออกออกมารับซื้อข้าวเพื่อรับออร์เดอร์ที่ต่างประเทศมีความต้องการ
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่าส่งออกข้าวไทยปีหน้าดีกว่าปีนี้แน่เพราะอินเดียไม่ส่งออก ส่วนจะนำเข้าจำนวนเท่าใด หลังจากอินเดียประสบภัยแล้งนั้นต้องติดตามเพราะเวลานี้ตัวเลขการนำเข้าของอินเดียยังไม่ชัดเจน ฟิลิปปินส์จะนำเข้า 2.5-3 ล้านตัน เพราะผลผลิตเสียหายจากพายุหลายลูกประกอบกับจะมีการเลือกตั้งปีหน้า ส่วนอินโดนีเซียต้องติดตามสถานการณ์ภัยแล้งหากแล้งจริงไทยอาจได้ออร์เดอร์จากอินโดนีเซียในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนประเทศผู้ส่งออกที่ต้องติดตามดูมีเวียดนาม พม่า
การออกมารับซื้อข้าวของผู้ส่งออกรวมถึงมาตรการตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้ส่งผลเชิงจิตวิทยาทางการตลาด นอกจากราคาข้าวสารขยับขึ้นแล้ว ได้ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกขยับสูงตามไปด้วย โดยข้าวเปลือกความชื้น 15% อยู่ที่ตันละ 9,200-9,500 บาท ส่วนข้าวเปลือกที่ความชื้นสูงกว่านี้ราคาจะลดลงความชื้นละ 150 บาท ซึ่งข้าวเปลือกที่ชาวนาเก็บเกี่ยวเป็นข้าวสดมีความชื้นสูงราคาซื้อขายจึงมีตั้งแต่ระดับตันละ 7,200 บาทขึ้นไปจนถึง 9,200 บาท
ผลจากราคาข้าวเปลือกที่สูงขึ้นทำให้การตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวของอคส.และ อ.ต.ก.ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน ยังไม่มีชาวนานำข้าวมาขายให้แต่อย่างใด เพราะชาวนาเลือกขายให้กับโรงสี เพราะราคาข้าวเปลือกความชื้น 15% โรงสีรับซื้อที่ตันละ 9,200-9,500 บาท รับเงินสดทันทีขณะที่ราคาตั้งโต๊ะรับซื้อความชื้นเดียวกันตันละ 8,389 บาท แต่ต้องไปรับเงินกับธ.ก.ส.ซึ่งต้องใช้เวลา ชาวนาจึงเลือกขายให้โรงสีแทน
"คิดว่าปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์มีความโชคดีเกี่ยวกับภาวะราคาสินค้าเกษตร ไม่เพียงแต่ข้าวเท่านั้นที่มีทิศทางขาขึ้น มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมถึงสินค้าหมวดปศุสัตว์ไก่ กุ้ง สุกร มีแนวโน้มราคาดีเช่นเดียวกันโดยมีปัจจัยคือภัยธรรมชาติผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวความต้องการบริโภคสินค้าจึงเพิ่มขึ้น"
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เปิดเผยความคืบหน้าการโอนเงินส่วนต่างจากโครงการประกันรายได้ ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน ธ.ก.ส.โอนเงินส่วนต่างให้เกษตรกรแล้ว 55,915 สัญญา เป็นเงิน 823.83 ล้านบาท แบ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 54,168 สัญญา วงเงิน 795.50 ล้านบาท มันสำปะหลัง 11 สัญญา วงเงิน 178.34 ล้านบาท ข้าวเปลือกนาปี 1,736 สัญญา วงเงิน 28.15 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,479 15 พ.ย. - 18 พ.ย. 2552
คำถาม
1.เหตุที่ผู้ส่งออกออกมารับซื้อข้าวกันค่อนข้างมากคือเรื่องใด
2.ข้าวเปลือกที่ชาวนาเก็บเกี่ยวเป็นข้าวสดมีความชื้นสูงราคาซื้อขายระดับตันละ เท่าใด
3.ปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์มีความโชคดีเกี่ยวกับภาวะราคาสินค้าเกษตร ไม่เพียงแต่ข้าวเท่านั้นที่มีการ
ขึ้นราคายังมีสินค้าเกษตรใดอีก
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
แนวโน้มการค้าข้าวปี 2553
พาณิชย์ คาด แนวโน้มข้าวปี 53 จะขยับขึ้นต่อ เหตุมีความต้องการข้าวจากหลายประเทศติดต่อเข้ามา ประกอบกับปัญหาภัยธรรมชาติที่ทำให้ผลผลิตข้าวลด
เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า จากการสำรวจความต้องการข้าวในตลาดโลก หลายประเทศประสบปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ และอีกหลายประเทศ มีผลผลิตข้าวลดลงจำเป็นต้องนำเข้าข้าวและหลายประเทศอยู่ระหว่างเจรจากับไทย ที่จะซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) หรือเอกชนต่อเอกชน จึงมองว่าปี 2553 ราคาข้าวโดยรวมของไทยจะปรับตัวสูงขึ้น
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวต่อว่า ราคาข้าวขาว 5% ขณะนี้เฉลี่ย 520-530 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และมีโอกาสสูงถึง 800-1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งจะส่งผลให้ข้าวในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของไทยที่ปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลพืชผลทางการเกษตรจากรับ จำนำเป็นประกันรายได้เกษตรกร ทำให้รัฐบาลไม่ต้องเก็บสตอกสินค้าเกษตร แม้เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสับสน แต่โครงการนี้จะยกระดับสินค้าเกษตรของไทยได้ในอนาคต เพราะทำให้ราคาตลาดไม่ผันผวน รู้ราคาสินค้าเกษตรแต่ละชนิด โดยหากช่วงใดราคาสินค้าตกต่ำก็มีหลายวิธีเข้าไปพยุงไม่ให้เกษตรกรได้รับความ เดือดร้อน
นายวิจักร กล่าวอีกว่า แม้ปีหน้าราคาข้าวจะดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญจะไม่ใช้ปริมาณเป็นตัวกำหนดในการทำตลาด แต่จะใช้วิธีรักษาเสถียรภาพและคุณภาพข้าว เพื่อแข่งขันกับตลาดต่างประเทศ เพราะขณะนี้หลายประเทศต้องการซื้อข้าวไทยแบบจีทูจี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายว่า การขายแบบจีทูจีในปี 2553 จะไม่เกิน 1 ล้านตัน ดังนั้น ประเทศที่อยู่ระหว่างเจรจาต่อรองซื้อข้าวไทยแบบจีทูจีจะเน้นราคาตลาดจะไม่ ขายต่ำกว่าราคาตลาด และขอให้ผู้ประกอบการส่งออกข้าวสบายใจว่า ราคาข้าวในตลาดจะมีเสถียรภาพ และขายให้กับประเทศที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ที่สำคัญจะดูเงื่อนไขราคา ให้เกิดความเป็นธรรม จึงอยากเสนอแนะผู้ส่งออกข้าวว่าเมื่อราคาข้าวตลาดโลกเริ่มดีขึ้นก็ไม่ควรขาย ตัดราคากันเอง ควรทำอย่างไรที่จะยกระดับราคาข้าวให้มีเสถียรภาพ เพื่อความมั่นคงของคุณภาพข้าวไทย
“ยังเชื่อว่าการส่งออกข้าวปีนี้จะ อยู่ระดับ 8.5-9.5 ล้านตัน และปี 2553 น่าจะใกล้เคียงกับปี 2552 คือ ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านตัน และเชื่อว่าไตรมาสแรกปี 2553 การส่งออกข้าวทั้งจีทูจี และเอกชนต่อเอกชนจะมีปริมาณสูงถึง 3-4 ล้านตัน เนื่องจากความต้องการในตลาดมีสูง อย่างไรก็ตาม คงไม่มีนโยบายเพิ่มปริมาณส่งออกให้มากขึ้น แต่จะคำนึงถึงเสถียรภาพราคามากกว่าปริมาณ” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าว
สำหรับ กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) โดยเฉพาะสินค้าเกษตรในวันที่ 1 มกราคม 2553 หลายฝ่ายมองว่าจะทำให้ไทยเสียเปรียบ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มองว่าภายใต้กรอบดังกล่าวจะทำให้สินค้าเกษตรไทยเข้าไปทำตลาดในอาเซียนมาก ขึ้น เพราะมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ปรับลดอัตราภาษีลงทำให้สินค้าเกษตรไทยเข้าไปแข่งขันในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ สินค้าและบริการต่าง ๆ ของไทยก็จะเข้าไปทำตลาดภายใต้กรอบอาเซียนด้วย ส่วนการปลอมปนข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในไทย ไม่น่าเป็นห่วง เพราะกระทรวงพาณิชย์ตั้งคณะทำงานดูแลคุณภาพการปลอมปนและมาตรการต่าง ๆ รัดกุมแล้ว
คำถาม
1.ประเทศใดบ้างที่ประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติทำให้ต้องมีการนำเข้าข้าว
2.แม้ปีหน้าราคาข้าวจะดีขึ้นแต่จะไม่ใช้ปริมาณในการกำหนดในการทำตลาด แต่จะใช้วิธีใด
3.สาเหตุใดที่ทำให้สินค้าเกษตรไทยเข้าไปทำตลาดในอาเซียนได้มากขึ้น
เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า จากการสำรวจความต้องการข้าวในตลาดโลก หลายประเทศประสบปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ และอีกหลายประเทศ มีผลผลิตข้าวลดลงจำเป็นต้องนำเข้าข้าวและหลายประเทศอยู่ระหว่างเจรจากับไทย ที่จะซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) หรือเอกชนต่อเอกชน จึงมองว่าปี 2553 ราคาข้าวโดยรวมของไทยจะปรับตัวสูงขึ้น
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวต่อว่า ราคาข้าวขาว 5% ขณะนี้เฉลี่ย 520-530 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และมีโอกาสสูงถึง 800-1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งจะส่งผลให้ข้าวในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของไทยที่ปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลพืชผลทางการเกษตรจากรับ จำนำเป็นประกันรายได้เกษตรกร ทำให้รัฐบาลไม่ต้องเก็บสตอกสินค้าเกษตร แม้เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสับสน แต่โครงการนี้จะยกระดับสินค้าเกษตรของไทยได้ในอนาคต เพราะทำให้ราคาตลาดไม่ผันผวน รู้ราคาสินค้าเกษตรแต่ละชนิด โดยหากช่วงใดราคาสินค้าตกต่ำก็มีหลายวิธีเข้าไปพยุงไม่ให้เกษตรกรได้รับความ เดือดร้อน
นายวิจักร กล่าวอีกว่า แม้ปีหน้าราคาข้าวจะดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญจะไม่ใช้ปริมาณเป็นตัวกำหนดในการทำตลาด แต่จะใช้วิธีรักษาเสถียรภาพและคุณภาพข้าว เพื่อแข่งขันกับตลาดต่างประเทศ เพราะขณะนี้หลายประเทศต้องการซื้อข้าวไทยแบบจีทูจี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายว่า การขายแบบจีทูจีในปี 2553 จะไม่เกิน 1 ล้านตัน ดังนั้น ประเทศที่อยู่ระหว่างเจรจาต่อรองซื้อข้าวไทยแบบจีทูจีจะเน้นราคาตลาดจะไม่ ขายต่ำกว่าราคาตลาด และขอให้ผู้ประกอบการส่งออกข้าวสบายใจว่า ราคาข้าวในตลาดจะมีเสถียรภาพ และขายให้กับประเทศที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ที่สำคัญจะดูเงื่อนไขราคา ให้เกิดความเป็นธรรม จึงอยากเสนอแนะผู้ส่งออกข้าวว่าเมื่อราคาข้าวตลาดโลกเริ่มดีขึ้นก็ไม่ควรขาย ตัดราคากันเอง ควรทำอย่างไรที่จะยกระดับราคาข้าวให้มีเสถียรภาพ เพื่อความมั่นคงของคุณภาพข้าวไทย
“ยังเชื่อว่าการส่งออกข้าวปีนี้จะ อยู่ระดับ 8.5-9.5 ล้านตัน และปี 2553 น่าจะใกล้เคียงกับปี 2552 คือ ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านตัน และเชื่อว่าไตรมาสแรกปี 2553 การส่งออกข้าวทั้งจีทูจี และเอกชนต่อเอกชนจะมีปริมาณสูงถึง 3-4 ล้านตัน เนื่องจากความต้องการในตลาดมีสูง อย่างไรก็ตาม คงไม่มีนโยบายเพิ่มปริมาณส่งออกให้มากขึ้น แต่จะคำนึงถึงเสถียรภาพราคามากกว่าปริมาณ” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าว
สำหรับ กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) โดยเฉพาะสินค้าเกษตรในวันที่ 1 มกราคม 2553 หลายฝ่ายมองว่าจะทำให้ไทยเสียเปรียบ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มองว่าภายใต้กรอบดังกล่าวจะทำให้สินค้าเกษตรไทยเข้าไปทำตลาดในอาเซียนมาก ขึ้น เพราะมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ปรับลดอัตราภาษีลงทำให้สินค้าเกษตรไทยเข้าไปแข่งขันในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ สินค้าและบริการต่าง ๆ ของไทยก็จะเข้าไปทำตลาดภายใต้กรอบอาเซียนด้วย ส่วนการปลอมปนข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในไทย ไม่น่าเป็นห่วง เพราะกระทรวงพาณิชย์ตั้งคณะทำงานดูแลคุณภาพการปลอมปนและมาตรการต่าง ๆ รัดกุมแล้ว
คำถาม
1.ประเทศใดบ้างที่ประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติทำให้ต้องมีการนำเข้าข้าว
2.แม้ปีหน้าราคาข้าวจะดีขึ้นแต่จะไม่ใช้ปริมาณในการกำหนดในการทำตลาด แต่จะใช้วิธีใด
3.สาเหตุใดที่ทำให้สินค้าเกษตรไทยเข้าไปทำตลาดในอาเซียนได้มากขึ้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)